รวมประสบการณ์หลายสิบปีในโพสต์เดียว - Inspector Clouseau

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับผู้หญิง

(ต้นฉบับโดย R. Don Steele)

ความเชื่อ: ผู้หญิงต้องการความรักและความเอาใจใส่ ถ้าคุณทำดีกับเธอ เธอก็จะทำดีตอบ

ความจริง: ผู้หญิงวัยรุ่นก็แค่ทำตามๆ กันเหมือนสัตว์ฝูงนั่นแหละ ถ้าคุณประเคนความรักและความเอาใจใส่ให้เธอแบบไม่ลืมหูลืมตา เธอจะคิดว่าที่คุณทำแบบนี้ก็เพราะ "ไม่มีใครเอาคุณแล้ว" (ซึ่งก็อาจจะจริง) แล้วเธอก็จะทิ้งคุณไป สรุปง่ายๆ คือถ้าคุณเผลอแสดงอาการ "ไอ้ขี้แพ้" ที่ผู้หญิงคนอื่นไม่แลออกมาเมื่อไหร่ เธอจะสะบัดบ๊อบใส่ทันที ทำไมเหรอ? ก็เพราะเธออยากอวดเพื่อนว่าได้ "ของดี" มาครองไง ถ้าเธอคิดว่าเพื่อนๆ คงไม่ชายตาแลคุณ เธอก็จะไม่เอาคุณเหมือนกัน

จะมีข้อยกเว้นแค่ 3 ประเภทเท่านั้น:

  1. พวกประสาท: หรือที่เรียกว่า "ยัยตัวแสบ" หรือ "ยัยบ้า" พวกนี้จะอยู่กับคุณเพราะไม่มีใครเอาเหมือนกัน หรือเพราะคุณเป็นคนเดียวที่ทนรองรับอารมณ์ร้ายๆ ของเธอได้
  2. พวกชอบซ่อมผู้ชาย: พวกที่ชอบเก็บผู้ชาย "พังๆ" มาดัดแปลงให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ ผู้หญิงพวกนี้มักจะโสด เพราะผู้ชายที่โตแล้วจะดูออกว่าเธอไม่ได้รักเขาจริงๆ แต่แค่อยากเปลี่ยนเขาเป็นคนอื่น
  3. ของแรร์: นานๆ ทีคุณจะเจอผู้หญิงที่ไม่ประสาท และยังอยากอยู่กับคุณแม้จะรู้ว่าคุณไม่ใช่หนุ่มฮอตตัวท็อป และไม่คิดจะเปลี่ยนคุณเป็นคนอื่น... ถ้าเจอคนนี้เมื่อไหร่ แต่งงานด้วยเลยครับ

ความเชื่อ (แบบเจ็บแค้น): ผู้หญิงจ้องแต่จะเอาเงิน

ความจริง: ผู้หญิงมองหา "สถานะและความสนุก" หรือไม่ก็ "ความมั่นคง" ขึ้นอยู่กับอายุของเธอ มีแค่ส่วนน้อยที่จ้องจะเอาเงินสดเน้นๆ พวกที่มองหาสถานะมักจะยังไม่พร้อมลงหลักปักฐาน พวกเธอแค่อยากสนุกและอยากให้เพื่อนสาวรู้ว่าชีวิตดี๊ดี เธอต้องการผู้ชายที่เอาไปควงอวดเพื่อนได้ว่า "ดูสิ ฉันได้ใครมา!" คุณไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้ แค่ต้องดูเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล (แน่นอนว่าถ้ารวยมันก็ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่รวยก็ไม่ใช่จุดจบของโลก) ส่วนพวกที่มองหาความมั่นคงคือพวกที่ผ่านช่วงแสบซ่ามาแล้วและอยากสร้างครอบครัว เธอต้องการผู้ชายที่พึ่งพาได้ในอนาคต (ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องเงินด้วย)

มันก็เหมือนที่ผู้ชายทำ (และผู้หญิงก็บ่นไม่เลิกนั่นแหละ): ตอนหนุ่มๆ คุณก็อยากได้สาวเอ็กซ์ๆ อึ๋มๆ ลีลาเด็ดเผ็ดมันส์ในกาม แม้ความจริงจะได้ไม่ถึงสเปกนั้นก็เถอะ แต่พอจะแต่งงาน คุณกลับมองหาสาวเรียบร้อยที่ไม่สร้างปัญหาให้ปวดหัว ซึ่งส่วนใหญ่ "สาวในฝันตอนหนุ่ม" กับ "แม่ของลูก" มักจะเป็นคนละคนกัน ยกเว้นคุณจะโชคดีจริงๆ สรุปคือ สาวๆ วัยรุ่นชอบแบดบอยที่พาเธอไปสนุกได้ แต่พอจะแต่งงาน เธอจะมองหาผู้ชายที่จ่ายไหวเพื่อให้เธออยู่อย่างสบาย


ความเชื่อ: ผู้หญิงดูแต่หน้าตา

ความจริง: ดูย้อนกลับไปข้อตะกี้เลยครับ ผู้หญิงดูหน้าตาแค่ในระดับหนึ่ง ผู้ชายที่หุ่นดี แต่งตัวดูดี จะดูมีเสน่ห์เพราะมันแสดงว่าเขาดูแลตัวเอง และดูไม่ใช่พวกขี้แยหรือไอ้กระจอก เธอจะได้เอาไปอวดเพื่อนได้ว่าคนนี้คือ "ของดี" แต่ถ้าคุณดูสกปรกเหมือนถังขยะเปียก หรือเดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็หอบแฮก คุณต้องมีอะไรที่ "เทพ" จริงๆ ไปอวดเพื่อนเธอ (เช่น เป็นอัจฉริยะ) ไม่งั้นเธอก็ไม่เสียเวลาด้วยหรอก ผู้ชายทุกคนสามารถชดเชยความไม่หล่อหรือไม่รวยได้ด้วย "ลูกล่อลูกชน" คุณไม่จำเป็นต้องเป็นของดีจริงๆ ก็ได้ แค่ต้อง "ทำให้ดูเหมือน" เป็นของดีก็พอ แค่ทำให้เพื่อนเธอคิดว่า "รู้งี้ฉันเดตกับหมอนี่แทนไอ้ขี้แพ้ที่คบอยู่ก็ดี" แค่นั้นคุณก็ชนะแล้ว


ความเชื่อ: เจอผู้หญิงที่ชอบและเขาก็ชอบเราแล้ว ให้ซื่อสัตย์และอยู่กับเธอไปตลอดรอดฝั่ง

ความจริง: นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตผมเลย ผมเคยซื่อสัตย์กับทุกคนที่คบ แม้จะมีคนที่ดีกว่าเข้ามา ผลที่ได้คือผมพลาดโอกาสดีๆ ไปมากมายเพื่อรั้งอยู่กับผู้หญิงห่วยๆ ที่สุดท้ายก็ทิ้งผมไปอยู่ดี ถ้าคุณจะแต่งงานกันก็ทำไปเถอะครับ เพราะหลังแต่งงานมันเป็นหนังคนละม้วน แต่ถ้าแค่ "เดต" กันอยู่ ให้ทำตรงกันข้ามเลย คุณต้องทำให้เธอรู้เป็นนัยๆ ว่า "ผมชอบคุณนะ แต่ผู้หญิงคนอื่นสวยๆ ก็ยังมีอีกเยอะ และผมก็ยังมองอยู่นะ" แอบมองหน้าอกหรือขาอ่อนบ้าง ยิ้มหรือคุยกับสาวสวยต่อหน้าเธอ (ทำเป็นเฟรนด์ลี่น่ะครับ) นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดในรอบสิบปีของผมเลย อย่าทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็น "ของตาย" หรือเป็นตัวเลือกเดียวในโลกของคุณ ทันทีที่เธอเชื่อว่าเธอคือ "ทุกอย่าง" ของคุณ เธอจะเริ่มงี่เง่า บ่น และเรียกร้องไม่จบไม่สิ้น

ลองนึกถึงตอนซื้อรถสิครับ ถ้าคุณบอกเซลล์ว่า "นี่คือรถในฝันของผม ผมนอนไม่หลับเลยเพราะอยากได้คันนี้มาก" คุณคิดว่าเขาจะลดราคาให้ไหม? ฝันไปเถอะ! เขาจะโก่งราคาให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคุณบอกแฟนว่า "ผมฝันมาตลอดชีวิตว่าจะได้เดตกับคนแบบคุณ" เธอจะซึ้งแล้วจูบคุณเหมือนเดิมไหม? ไม่ครับ! เธอจะรู้ทันทีว่าเธอจะทำตัวแย่แค่ไหนก็ได้เพราะคุณยอมเธอแน่ๆ แล้วการจิกหัวใช้ก็จะเริ่มขึ้น จำเรื่องเซลล์ขายรถไว้ครับ ต่อให้ในใจคุณจะอยากได้จนน้ำลายสอ แต่ท่าทางที่ต้องแสดงออกคือ "รถคันนี้ก็สวยดีนะ แต่คันฝั่งโน้นก็น่าสนใจเหมือนกัน" ถ้ายังแค่เดตกันอยู่ ต้องใช้ท่านี้ครับ


ความเชื่อ: การมีแฟน/คู่หมั้น/เมีย หมายถึงการมีคนไว้ระบายปัญหาให้ฟัง

ความจริง: ไม่มีใครสนใจปัญหาของคุณหรอกครับ และจะไม่มีวันมีด้วย ฟังดูแรงนะ แต่นี่คือความจริงของการเกิดเป็นผู้ชาย อยากหาคนรับฟังปัญหาเหรอ? ไปผ่าตัดแปลงเพศซะ หรือไม่ก็ไปเข้ากลุ่มผู้ชายคุยกัน (อย่างน้อยพวกนั้นก็เข้าใจ แม้คุณจะต้องทนฟังปัญหาของพวกเขาบ้างก็เถอะ) ผู้หญิงที่จะยอมฟังปัญหาของคุณมีแค่ 2 ประเภท: 1. พวกที่มีปัญหาเยอะกว่าคุณหลายเท่า และ 2. พวกที่มโนว่าเป็นจิตแพทย์สมัครเล่นและชอบ "ซ่อม" ผู้ชาย ซึ่งทั้งสองแบบไม่ใช่เพื่อนคู่คิดที่ดีเลย ยอมรับเถอะว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งวันบ่นเรื่องตัวเองให้เพื่อนฟังอยู่แล้ว สิ่งสุดท้ายที่เธออยากทำตอนมาเจอคุณคือการมานั่งฟังคุณบ่นเรื่องเดิมๆ อีก

ที่แย่กว่านั้นคือ ผู้หญิงมักจะไม่ "เก็ต" ปัญหาของผู้ชาย ผู้หญิงมีปัญหากับเรื่องที่เรามองว่าไร้สาระแต่คาดหวังให้เราเข้าใจ ส่วนเรามีปัญหากับเรื่องที่เธอไม่รู้สึกอะไรเลย และต่อให้อธิบายแทบตายเธอก็ไม่เห็นใจหรอก

แล้วต้องฆ่าตัวตายเลยไหม? ไม่ต้องครับ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น พอคุณรู้วิธีจัดการกับผู้หญิง ปัญหาของคุณจะดูเล็กลงและควบคุมได้เอง


ความเชื่อ: การมีแฟน/คู่หมั้น/เมีย หมายถึงจะมีคนเข้าใจเราจริงๆ เสียที

ความจริง: ความเข้าใจที่แท้จริงต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีครับ ถ้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพยายามอธิบายตัวเองให้คนรักฟัง เธอจะเริ่มดูถูกคุณด้วยเหตุผลสองข้อ: 1. เธอไม่อยากฟังคุณบ่น (ตามที่บอกไปข้างบน) และ 2. ที่สำคัญกว่าคือ ผู้หญิงอยากหลอกตัวเองว่า "ฉันเข้าใจผู้ชายดีอยู่แล้ว" ผู้หญิงชอบเคลมว่าผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจง่าย แต่ความจริงคือพวกเธอไม่รู้เลยว่าผู้ชายคิดอะไรอยู่ และพวกเธอจะสนใจก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เธอ "ควบคุม" เราได้เท่านั้น

มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและสถานะครับ ผู้หญิงที่ "ไม่เข้าใจ" ผู้ชายของตัวเองจะคุมเขาไม่ได้ และผู้หญิงที่คุมผู้ชายไม่ได้คือผู้แพ้ ยิ่งคุณพยายามอธิบายตัวเองมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งดูซับซ้อนและ "รับมือยาก" ในสายตาเธอ และเธอก็จะยิ่งรู้สึกว่าคุมคุณไม่ได้

นอกจากนี้ เวลาที่คุณพยายามอธิบายตัวเอง จริงๆ แล้วคุณแค่กำลังพยายามทำความเข้าใจตัวเองอยู่ต่างหาก ไปทำเงียบๆ คนเดียว หรือไปจ้างนักจิตวิทยาเถอะครับ เธอไม่อยากฟังหรอก เชื่อไหมว่าถ้าคุณฝึกศิลปะการเก็บปัญหาไว้กับตัว เธอจะบ่นอุบเลยว่าคุณ "ไม่เปิดใจ" แต่ลึกๆ แล้วเธอจะชอบครับ เพราะมันทำให้เธอมีเรื่องเอาไปบ่นกับเพื่อนได้อีกเรื่องหนึ่ง


ความเชื่อ: ถ้าฉันเจอผู้หญิงที่ใช่ ชีวิตฉันจะมีความหมาย

ความจริง: ถ้าตอนนี้ชีวิตโสดของคุณมันไร้สาระ การมีแฟนก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ คุณจะแบกความคาดหวังไปถมใส่ความสัมพันธ์ที่ยังเปราะบางจนมันพังครืนเหมือนบ้านกระดาษ อยากเห็นตัวอย่างไหม? ดูพวกผู้หญิงสิครับ พวกเธอทำแบบนี้ตลอด โดยเฉพาะพวกที่บ่นว่าผู้ชายไม่ยอมผูกมัด จริงๆ คือพวกเธอกำลังมองหาผู้ชายมาเติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่าของตัวเอง ซึ่งมันไม่เคยได้ผล

วิธีเดียวที่จะมีความสุขคือสร้างชีวิตที่ดีด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาแชร์ชีวิตนั้น ซึ่งมันไม่ง่ายเลย เพราะพอคุณมีชีวิตที่ดีแล้ว คุณมักจะไปเจอคนที่กำลังรอ "เจ้าชายขี่ม้าขาว" มาช่วยชีวิตเธอเหมือนที่คุณเคยเป็น คนพวกนี้จะสูบพลังที่คุณสร้างมาจนคุณเหนื่อยล้าและหงุดหงิด

เชื่อผมเถอะ ผมรอ "สาวในฝัน" มาหลายสิบปี จนสุดท้ายผมเลิกหวัง ลุกขึ้นมาสร้างชีวิตตัวเอง แล้วจู่ๆ ผู้หญิงก็มารุมล้อมผมเพียบ จนผมได้เจอคนพิเศษและแต่งงานกัน ทุกวันนี้ชีวิตผมก็เหมือนเดิมครับ แค่มีคนมาแชร์ด้วย ซึ่งมันก็ดีนะ แต่การมีเธอไม่ได้ทำให้ชีวิตผมมีความหมายมากขึ้นหรือน้อยลงเลย ผมก็ยังเป็นผมคนเดิม แค่ไม่เหงาเท่านั้นเอง


ความเชื่อ: ถ้าทำดีกับเธอและยอมฟังสิ่งที่เธอพูด เธอจะเลิกบ่น

ความจริง: ผู้หญิงไม่มีวันเลิกบ่นครับ สำหรับพวกเธอ มันคือกีฬาอย่างหนึ่ง บางคนบ่นมากบางคนบ่นน้อย แต่ไม่มีใครหยุดหรอก เหมือนที่ผู้ชายไม่มีวันเลิกคุยเรื่องฟุตบอลนั่นแหละ ผู้ชายสร้างอารยธรรม กฎหมาย ตึกระฟ้า รถยนต์ ยาปฏิชีวนะ คอมพิวเตอร์ และพาเราออกจากถ้ำมาอยู่คอนโด ผมรู้ว่าผู้ชายทำทั้งหมดนี้เพราะอะไร... เพราะเราหวังว่าถ้าโลกมันสะดวกสบายขึ้น ผู้หญิงจะเลิกบ่นไงครับ แต่มันก็ไม่สำเร็จ!

ถ้าคุณมัวแต่นั่งฟังเธอพ่นไฟแล้วพยายามแก้ไขทุกอย่างให้เธอ คุณจะเหนื่อยตายเหมือนผู้ชายยุคก่อนๆ และสุดท้ายเธอก็ยังบ่นอยู่ดี ถ้าคุณหัดเมินเรื่องไร้สาระแล้วฟังเฉพาะเรื่องที่สำคัญจริงๆ เธออาจจะบ่นที่คุณไม่สนใจ แต่มันจะทำให้ชีวิตคุณสงบสุขขึ้นเยอะครับ


ความเชื่อ: ผู้ชายไม่ฟังผู้หญิงเพราะผู้ชายไม่ใส่ใจ

ความจริง: ผู้ชายเมินผู้หญิงเพราะปกติสิ่งที่พวกเธอพูดมัน "ไม่มีสาระ" (ในเชิงการแก้ปัญหา) นี่ไม่ใช่การด่าผู้หญิงนะ แต่มันคือความต่างของวัตถุประสงค์ในการพูด ผู้ชายจะคิด ทบทวน จัดระเบียบในหัว แล้วค่อยพูดออกมา เพราะผู้ชายเน้นการแก้ปัญหา ถ้าพูดพล่ามไปเรื่อยคนอื่นก็จะไม่ฟัง ผู้ชายพูดเพื่อสื่อสารไอเดีย เจรจา หรือขอความร่วมมือ เราถูกสอนมาให้พูดสั้นและตรงประเด็น

แต่ผู้หญิงพูดเพื่อ "จัดระเบียบความคิด" เหมือนการทดเลขลงในกระดาษเพื่อให้ได้คำตอบ ผู้หญิงอยากให้ผู้ชายฟังตอนที่เธอกำลัง "ทดเลข" อยู่ ไม่ใช่แค่รอฟังคำตอบสุดท้าย ซึ่งบอกตรงๆ ว่าใครจะไปสน? อย่างที่บอกไป ผู้หญิงเองก็ไม่อยากฟังเรื่องบางเรื่องจากผู้ชายเหมือนกัน ถ้าเธออยากจะพ่นทุกอย่างที่อยู่ในสมองออกมา เธอควรไปหาเพื่อนผู้หญิงครับ เพราะพวกนั้นจะยอมฟังกันเอง


ความเชื่อ: เค้าบอกว่ารักฉัน แสดงว่าฉันต้องพิเศษมากแน่ๆ

ความจริง: เวลาผู้หญิงพูดว่า "ฉันรักคุณ" มันแปลได้สารพัดอย่างครับ เช่น "ฉันอยากแต่งงานมีลูกแล้ว และคุณคือตัวเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้", "คุณดีกว่าไอ้ห่วยคนก่อน", "คุณคือคนที่ดูดีที่สุดในสัปดาห์นี้", "เพื่อนฉันมีแฟนกันหมดแล้ว ฉันก็อยากมีบ้าง", หรือแม้แต่ "ฉันมีปัญหาล้านแปดและอยากให้คุณช่วยฟัง" โอเค... ผู้หญิงส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองหมายความตามนั้นจริงๆ ตอนพูด แต่จำคำโบราณที่ว่า "ผู้หญิงเปลี่ยนใจได้ตลอด" ไว้ด้วยนะครับ เธอรักคุณนาทีนี้ วันนี้ หรือสัปดาห์นี้ แต่มันไม่ได้การันตีว่าเดือนหน้าเธอจะยังรู้สึกเหมือนเดิม

ปัญหาของผู้ชายคือเวลาเราบอกว่า "รัก" เรามักจะหมายถึง "รักตลอดไป" เราไม่เข้าใจว่าผู้หญิงสามารถพูดว่า "รักตลอดไป" แล้วเปลี่ยนใจในสัปดาห์หน้าได้ พอเธอเลิกพึงพอใจในตัวคุณ เธอก็แค่หลอกตัวเองว่า "จริงๆ แล้วคุณไม่เคยรักเธอเลย" ดังนั้นคำบอกรักที่ผ่านมาถือเป็นโมฆะ คุณต้องเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาเดียวกับเธอครับ พูดไปเถอะว่า "รัก" แต่ในใจให้คิดว่า "รักตอนนี้แหละ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน" ถ้าเลิกกันแล้วเธอโวยวายว่าคุณเคยบอกว่ารัก ก็บอกไปว่า "ตอนนั้นรักจริง แต่ตอนนี้คุณทำตัวแบบนั้นแบบนี้ ผมเลยไม่รักแล้ว" ในเมื่อคำว่ารักของผู้หญิงไม่ใช่คำสัญญาชั่วนิรันดร์ แล้วทำไมคุณต้องทำให้มันเป็นแบบนั้นด้วยล่ะ? วันหนึ่งคุณจะเจอคนที่พูดว่ารักแล้วมัน "ใช่" จริงๆ เมื่อนั้นค่อยแต่งงานครับ


ความเชื่อ: ผู้หญิงเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ดีกว่าผู้ชาย

ความจริง: ความเชื่อนี้ถูกปั่นหัวโดยผู้หญิง ผู้ชายกลัวเมีย และพวกนักจิตวิทยา ถ้าผู้หญิงเข้าใจความสัมพันธ์จริงๆ อัตราการหย่าร้างคงไม่พุ่งไปถึง 45% หรอกครับ ทุกวันนี้พวกเธอเอาแต่จิบกาแฟเม้าท์เรื่องผู้ชาย วิเคราะห์ความสัมพันธ์กันจนฟุ้งซ่าน แล้วก็ออกไปทำความสัมพันธ์ครั้งต่อไปพังพินาศเหมือนเดิม

ผู้หญิงใช้เวลาวิเคราะห์เรื่องนี้เยอะกว่าผู้ชายก็จริง แต่มันเป็นการวิเคราะห์ในสุญญากาศที่เต็มไปด้วยความเชื่อผิดๆ และเรื่องไร้สาระพอๆ กับความรู้ที่ได้มา สุดท้ายก็กลับมาที่จุดเดิม ผู้ชายมักจะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ชัดเจนกว่า แต่แค่ไม่รู้จะพูดยังไงหรือต้องทำยังไง ส่วนผู้หญิงอาจจะรู้ว่าต้องทำยังไงถ้าพวกเธอมองความจริงให้ชัด ไม่ใช่มองผ่านม่านหมอกของมโนคติที่สร้างขึ้นมาเอง


ความเชื่อ: ผู้หญิงยุติธรรมและเป็นกลางมากกว่าผู้ชาย

ความจริง: ห่างไกลจากความจริงมากครับ โดยธรรมชาติผู้ชายชอบกฎที่ใช้ได้กับทุกคน แต่ผู้หญิงชอบ "ตั้งกฎใหม่ตามใจฉัน" ไปเรื่อยๆ สมัยก่อนผู้ชายยังยึดถือกฎเกณฑ์ แต่สมัยนี้ผู้หญิงมักจะแก้กฎหรือแหกกฎเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

ความยุติธรรมของผู้ชายอาจจะดูแข็งกร้าวแต่มันแฟร์ ส่วนความยุติธรรมของผู้หญิงขึ้นอยู่กับอารมณ์และสถานการณ์ (ซึ่งมักจะเข้าข้างตัวเอง) คุณจะเห็นเรื่องนี้ชัดมากในความสัมพันธ์ เรื่องตลกที่ว่า "กฎของเมีย" ที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลาน่ะ มันไม่ใช่เรื่องตลกครับ แต่มันคือเรื่องจริง ถ้าผู้ชายทำผิดกฎ เขาจะรู้สึกผิดหรือพยายามแก้ตัว แต่ถ้าผู้หญิงทำผิดกฎที่ตัวเองตั้งไว้ เธอจะหัวเราะคิกคักแล้วบอกว่ามันก็แค่เกม


ความเชื่อ: ผู้หญิงทำเพื่อความสัมพันธ์ ส่วนผู้ชายทำเพื่อตัวเอง

ความจริง: แฟนเก่าผมเคยมีสโลแกนน่าหมั่นไส้ว่า "ผู้หญิงคิดถึง 'เรา' ผู้ชายคิดถึง 'ฉัน'" เธอเชื่อแบบนั้นจริงๆ และผู้หญิงอีกหลายคนก็เชื่อ เธอคิดว่าเธอหายใจเข้าออกเป็น "ความสัมพันธ์ของเรา" ส่วนผมแค่มานั่งกินแรงไปวันๆ ทั้งที่ความจริงผมเป็นคนขับรถไปรับไปส่งเธอตลอด (เพราะเธอขับไม่เป็น) ผมใช้เวลาทำของขวัญ เขียนโน้ตหวานๆ และคิดถึงอนาคตของเราอยู่ตลอดเวลา

ความจริงคือผู้หญิงไม่ได้คิดถึงคำว่า "เรา" มากไปกว่าผู้ชายหรอกครับ พวกเธอก็คิดถึงความต้องการของตัวเองเหมือนกัน แค่ชอบเปลี่ยนชื่อ "ความต้องการของฉัน" ให้กลายเป็น "ความต้องการของเรา" เช่น เวลาผู้ชายอยากคุย เขาจะบอกว่า "ผมอยากคุยกับคุณ" แต่เวลาผู้หญิงอยากคุย เธอจะบอกว่า "เรามีเรื่องต้องคุยกัน" เห็นความต่างไหมครับ? จู่ๆ สิ่งที่เธอต้องการก็กลายเป็นหน้าที่ของ "เรา" ไปเสียอย่างนั้น แล้วเธอก็จะเอาเรื่องนี้มาบ่นว่าเธอพยายามเพื่อความสัมพันธ์อยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่จริงๆ มันก็แค่การเล่นคำ


ความเชื่อ: ผู้หญิงทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์มากกว่า ส่วนผู้ชายมักจะห่างเหิน

ความจริง: อันนี้เรื่องจริงครับ แต่สิ่งที่ผิดคือการคิดว่า "การทุ่มเท (หมกมุ่น) ตลอดเวลา" เป็นเรื่องดี และ "ความห่างเหิน" คือตัวทำลายความสัมพันธ์ ลองดูคู่รักที่วันๆ เอาแต่นั่งจ้องตากันและคุยแต่เรื่องความสัมพันธ์สิครับ ไม่นานก็พัง ทุกความสัมพันธ์ต้องมีสมดุลระหว่างการมองข้างใน (เรา) กับการมองข้างนอก (โลกภายนอก) ผู้หญิงที่บ่นว่าผู้ชายไม่ใส่ใจความสัมพันธ์ มักจะเป็นพวกที่หมกมุ่นกับมันจนเกินไปจนสร้างปัญหามากกว่าแก้

การที่ผู้ชายอยากไปเรียนต่อ หรืออยากทำตามความฝัน แล้วผู้หญิงมาโวยวายว่า "คุณไม่คิดถึงความสัมพันธ์เลย" ไม่ได้แปลว่าเธอถูกเสมอไป บางทีสิ่งที่ความสัมพันธ์ต้องการคือการที่ทั้งคู่ได้ออกไปเติบโตบ้าง ผู้หญิงมักสับสนระหว่าง "ความหมกมุ่น" กับ "ความรัก" การทุ่มเทมากไปไม่ได้แปลว่ารักมากไปเสมอไป บางทีมันคือการ "สำลัก" ครับ


ความเชื่อ: เมื่อเธอพูดว่า "ไม่" เธอหมายความว่า "ไม่" (แล้วทำไมผมถึงสับสนล่ะ?)

ความจริง: ไม่มีใครหมายความว่า "ไม่" ทุกครั้งที่พูดหรอกครับ ลองถามตัวเองดูสิ คุณเคยปฏิเสธเพราะเขินไหม? หรือเพราะยังไม่แน่ใจ? หรือเพราะคิดว่าควรปฏิเสธตามมารยาททั้งที่ใจอยากเซย์เยส?

ผู้หญิงก็เหมือนกันครับ แต่สำหรับผู้ชายมีคำเตือนสำคัญ: ถ้าเธอพูดว่า "ไม่" ทั้งที่ใจจริงอยากให้คุณรุกต่อ ให้คุณ "ทิ้ง" เธอไปทันทีครับ เพราะมันเสี่ยงเกินไป ลองนึกภาพคุณอยู่ในศาลข้อหาข่มขืนสิครับ ทนายถามว่า "เธอพูดว่าไม่ไหม?" คุณตอบว่า "ใช่ครับ แต่หลังจากนั้นเธอพยายามถอดกางเกงผมนะ" ทนายสวนกลับว่า "แต่สรุปคือเธอพูดว่าไม่ ใช่ไหม?" ...จบเห่ครับ

ผมเคยเดตกับผู้หญิงคนหนึ่งที่บอกในเดตที่สองว่า "ฉันจะไม่นอนกับคุณนะ เพราะแฟนเก่าจะมาหา มันจะยุ่งยากถ้าฉันนอนกับคุณตอนนี้" พอเดตที่สาม เธอทำทุกอย่างเพื่ออ่อยผม ทั้งมานอนบนเตียงผม พูดเรื่องนวดน้ำมันแบบเปลือย ผมกลัวครับ เลยขับรถไปส่งเธอที่บ้านแล้วไม่โทรหาอีกเลย ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ฉลาดที่สุดที่ผมเคยทำ (และเธอก็คงคิดงั้น เพราะทุกครั้งที่เจอ เธอยังถามอยู่เลยว่าทำไมผมไม่โทรหาเธออีก)


ความเชื่อ: ผู้หญิงเป็นอัจฉริยะด้านการเข้าสังคม พวกเธอรักกันดี ส่วนผู้ชายเอาแต่สู้กัน

ความจริง: ผมเคยอยู่หอพักรวมตอนมหาลัยที่แยกชั้นชายหญิง ชั้นผู้ชายดูเละเทะมากตอนจบปี แต่ชั้นผู้หญิงดูสะอาดสะอ้าน ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอไปคุยกับพวกเธอจริงๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เกลียดการอยู่ชั้นผู้หญิงล้วน" และปีหน้าจะย้ายไปอยู่หอรวมกันหมด (และไม่ไปกับเพื่อนกลุ่มเดิมด้วย) พวกเธอบอกว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นคือการจิกกัดและสงครามประสาทตลอดเวลา ในขณะที่พวกผู้ชายแม้จะดูโวยวายแต่กลับเข้ากันได้ดีและมีความสุขดี

แต่มีเรื่องหนึ่งที่จริงคือ ผู้หญิงจะปกป้องผู้หญิงด้วยกันเสมอแม้จะไม่รู้จักกัน ถ้าคุณเริ่มด่าผู้หญิงสักคน ผู้หญิงคนอื่นจะรีบโดดมาป้องทันที ในขณะที่ถ้าผู้ชายโดนด่า ผู้ชายคนอื่นจะเฉยๆ เพราะถือว่า "ดูแลตัวเองได้" และเรามองผู้ชายคนอื่นเป็นคู่แข่ง แต่ผู้หญิงมองว่าการโจมตีผู้หญิงคนหนึ่งคือการโจมตีผู้หญิงทั้งโลก


ความเชื่อ (แบบเจ็บแค้น): ผู้หญิงก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ

ความจริง: ไม่เหมือนครับ และที่สำคัญคือผู้หญิงเปลี่ยนไปตามอายุ ผู้หญิงที่ไม่เคยมองคุณเลยตอนอายุ 15 อาจจะเป็นคนมาจีบคุณตอนอายุ 35 ก็ได้ ส่วนหนึ่งเพราะ "นาฬิกาชีวภาพ" (อยากมีลูก) และอีกส่วนคือลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนไป ตอนอายุ 15 เธออยากได้ผู้ชายเท่ๆ ไปอวดเพื่อนและเริ่มหัดคุมผู้ชาย พออายุ 25 เธอก็ยังอยากสนุกแบบไม่มีพันธะ แต่พออายุ 35 เธอรู้แล้วว่าช่วงเวลาสนุกกำลังจะหมดลง ถึงเวลาต้องจริงจังเสียที

พวกผู้ชายเนิร์ดๆ ที่เคยเป็น "หมาเมิน" ตอนอายุ 15 อาจจะกลายเป็น "หนุ่มฮอต" ตอนอายุ 35 ได้ เพราะผู้ชายกลุ่มนี้มักจะโตเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่การงานมั่นคง และเลิกวิ่งไล่ตามผู้หญิงจนดูมีเสน่ห์แบบนิ่งๆ ในขณะที่สเปกของเธอเปลี่ยนไป เธอไม่ได้ปลื้มแบดบอยขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีคดีติดตัวอีกแล้ว เธออยากสร้างครอบครัวมากกว่าอวดเพื่อน (และเธอก็รู้ว่าการมีครอบครัวที่อบอุ่นนั่นแหละที่จะทำให้เพื่อนอิจฉาจริงๆ) ดังนั้น ถ้าตอนนี้คุณยังไม่มีใคร ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะล้มเหลวตลอดไปครับ ตอนมัธยมผมไม่เคยมีเดตเลยสักครั้ง พอเข้ามหาลัยมีแฟนแค่คนเดียว แต่สิบปีหลังจากนั้น ผมต้องคอยเอาไม้ไล่เคาะผู้หญิงที่มารุมล้อมผมเลยล่ะ!


คำคมปิดท้าย:

"การกล้าที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แม้จะล้มเหลวบ้าง ก็ยังดีกว่าการอยู่ไปวันๆ แบบพวกวิญญาณที่ไร้ชีวิตชีวา ไม่เคยสัมผัสทั้งความสุขสุดขีดหรือความทุกข์แสนสาหัส เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่ในโลกสีเทาที่ไม่รู้จักทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้"
-- Theodore Roosevelt

"อีกยี่สิบปีข้างหน้า คุณจะเสียใจกับสิ่งที่คุณ 'ไม่ได้ทำ' มากกว่าสิ่งที่ 'ทำลงไป' ดังนั้น จงแก้เชือกเรือใบออกซะ แล้วล่องเรือออกจากอ่าวที่ปลอดภัยไปรับลมมรสุม ออกไปสำรวจ ฝัน และค้นพบ"
-- Mark Twain

"คนที่เอาแต่ยืนอ้าปากรออยู่บนยอดเขา จะต้องรอนานแสนนานกว่าเป็ดย่างจะบินเข้าปาก"
-- ขงจื๊อ (หรือคำคมโบราณ)